1
สมัยเมื่อปี 1860 โน้น การเกิดที่บ้านถือเป็นเรื่องถูกต้องเหมาะสม ส่วนในสมัยนี้ ข้าพเจ้าได้ฟังมาว่าพวกเทพเบื้องสูงทางการแพทย์พากันประกาศิตว่า เด็กทารกควรจะได้เปล่งเสียงร้องครั้งแรกในท่ามกลางบรรยากาศกรุ่นยาสลบในโรงพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่ทันสมัยล้ำยุค ดังนั้น สองสามีภรรยาหนุ่มสาว นายและนางโรเจอร์ บัตทอน จึงนับได้ว่ามีหัวก้าวหน้าล้ำยุคล้ำสมัยไปห้าสิบปี เพราะพวกเขาตัดสินใจในวันหนึ่งกลางฤดูร้อนปี 1860 ว่าจะคลอดบุตรคนหัวปีในโรงพยาบาล ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการกระทำผิดยุคผิดสมัยดังว่านี้ ส่งผลต่อเรื่องแปลกประหลาดที่ข้าพเจ้ากำลังจะเล่านี่หรือไม่ ข้าพเจ้าจะเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น และปล่อยให้ท่านตัดสินกันเอง ณ เมืองบัลติมอร์ยุคก่อนเกิดสงครามกลางเมือง สองสามีภรรยาโรเจอร์ บัตทอนอยู่ในฐานะที่น่าอิจฉาทั้งในทางสังคมและทางการเงิน ทั้งคู่เกี่ยวดองสัมพันธ์กับคนตระกูลนี้และคนตระกูลนั้น ซึ่งคนทางใต้ทุกคนรู้กันดีว่า เหตุนี้แหละที่ทำให้คนทั้งสองได้เข้าเป็นสมาชิกชนชั้นสูงที่รวมกันอยู่เป็นชนกลุ่มใหญ่ในสมาพันธรัฐภาคใต้ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาทั้งสองจะได้พานพบประสบการณ์การมีบุตร ซึ่งเป็นเรื่องดีงามน่าใหลหลงที่ผู้คนปฏิบัติกันมาแต่โบราณ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่นายบัตทอนจะตื่นเต้นตกใจ เขาหวังว่าจะได้ลูกชายเพื่อที่จะได้ส่งไปเรียนวิทยาลัยเยลในคอนเนคติกัต อันนายบัตทอนนั้นก็เป็นที่รู้จักอยู่ในสถาบันแห่งนั้นเป็นเวลาสี่ปีด้วยฉายาโดดเด่นว่า รังดุม เช้าวันศักดิ์สิทธิ์ในเดือนกันยายนซึ่งจะเกิดเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ นายบัตทอนตื่นนอนเวลาหกโมงเช้าด้วยความตื่นเต้น แต่งตัวจนดูไม่มีที่ติ แล้วรีบรุดเดินผ่านถนนหลายสายในเมืองบัลติมอร์ตรงไปยังโรงพยาบาล เพื่อจะดูว่าความมืดมิดแห่งราตรีนั้นได้รองรับชีวิตใหม่แล้วหรือยัง ตอนนั้นเขาอยู่ห่างจาก โรงพยาบาลเอกชนแมรีแลนด์สำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ประมาณหนึ่งร้อยหลา และมองเห็นนายแพทย์คีน หมอประจำตระกูล กำลังเดินก้าวลงบันไดหน้าโรงพยาบาล ถูทั้งสองไปมาเหมือนกับล้างมือแบบเดียวกับที่นายแพทย์ทั้งหลายทำกัน เหมือนเป็นจรรยาบรรณที่ไม่ได้เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรของคนอาชีพนี้ นายโรเจอร์ บัตทอน ประธานบริษัท โรเจอร์ บัตทอนและสหาย ขายส่งเครื่องโลหะ วิ่งตรงไปหานายแพทย์คีนด้วยทีท่าสง่างามน้อยกว่าลักษณะโดยทั่วไปของสุภาพบุรุษชาวใต้ในยุคสมัยอันงดงามนั้น คุณหมอคีนครับ เขาตะโกนเรียก โอ คุณหมอคีน นายแพทย์ได้ยินเขาเรียก จึงหันหน้ามามองและหยุดยืนคอย ใบหน้าเคร่งเครียดสมกับที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์นั้นมีสีหน้าประหลาดขณะที่นายบัตทอนเดินเข้ามาใกล้ เกิดอะไรขึ้นครับ นายบัตทอนถามเมื่อเดินมาถึงด้วยอาการหอบฮั่ก ๆ เด็กเป็นอย่างไรบ้างครับ ภรรยาผมล่ะครับ เด็กผู้ชายหรือครับ เขาเป็นชายหรือหญิงครับ แล้ว
พูดให้รู้เรื่องหน่อย นายแพทย์คีนกล่าวเสียงเฉียบขาด ท่าทางออกจะรำคาญ เด็กคลอดแล้วยังครับ นายบัตทอนถามอย่างวิงวอน นายแพทย์คีนทำหน้านิ่วคิ้วขมวด อ๋อ คลอดแล้วสิ คิดว่าอย่างนั้นนะ ทำนองนั้นล่ะ แล้วเขาก็มองนายบัตทอนอีกครั้งด้วยสีหน้าแสดงความสงสัยระคนประหลาดใจ ภรรยาของผมปลอดภัยนะครับ ใช่ เด็กเป็นชายหรือหญิงครับ เอาอย่างนี้นะ นายแพทย์คีนร้องขึ้นด้วยความรำคาญฉุนเฉียวอย่างจริงจัง ไปดูด้วยตาตัวเองเถอะ เหลือเชื่อจริงๆ คำพูดสุดท้ายเขาตะคอกใส่จนเสียงสั้นเกือบเป็นพยางค์เดียว จากนั้นเขาหันหน้าหนี พูดงึมงำในลำคอ คิดว่ากรณีแบบนี้จะช่วยสร้างชื่อเสียงทางการงานฉันเรอะ ถ้าขืนเจอแบบนี้อีกรายเดียว ฉันเป็นจอดแน่ เป็นใครก็จอดทั้งนั้น เกิดอะไรขึ้นหรือครับ นายบัตทอนรู้สึกใจหายถามขึ้นว่า แฝดสามคนหรือครับ ไม่ ไม่ใช่แฝดสาม นายแพทย์ตอบอย่างไม่รักษาน้ำใจ จะรออะไรอีกล่ะ ไปดูด้วยตัวเองสิ และไปหาหมอคนอื่นได้แล้ว ฉันทำคลอดเธอมากับมือนะ พ่อหนุ่ม แล้วยังเป็นหมอให้ครอบครัวเธอมาสี่สิบปี แต่พอกันที ฉันไม่ต้องการพบเธอหรือวงศาคณาญาติของเธออีก ลากันที จากนั้นเขากลับหลังหันไปอย่างรวดเร็ว ไม่พูดอะไรอีก ปีนขึ้นไปนั่งบนรถม้าที่จอดรออยู่ตรงขอบถนน ขับตะบึงออกไปอย่างดุเดือด นายบัตทอนยืนอยู่บนทางเดิน รู้สึกมึนงงและสั่นระริกจากศีรษะจรดปลายเท้า ลูกของเขาพิกลพิการน่ากลัวขนาดนั้นเชียวรึ จู่ ๆ เขาก็หมดความเร่าร้อนที่จะเข้าไปใน โรงพยาบาลเอกชนแมรีแลนด์สำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ครู่ใหญ่ต่อมา เขาบังคับตัวเองอย่างยากเย็นแสนเข็ญให้ก้าวขึ้นบันไดและเดินผ่านประตูหน้าเข้าไป นางพยาบาลคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างหลังโต๊ะในห้องโถงที่ดูมืดทึมและเศร้าสร้อย นายบัตทอนกล้ำกลืนความอับอายและเดินไปหาหล่อน อรุณสวัสดิ์ค่ะ หล่อนทักทายและมองเขาอย่างร่าเริง อรุณสวัสดิ์ครับ ผม ผมชื่อบัตทอนครับ ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าหวาดกลัวก็แผ่ซ่านขึ้นบนใบหน้าหญิงสาว หล่อนลุกขึ้นยืนและทำท่าคล้ายจะวิ่งหนีออกจากห้องโถงนั้น แต่เหนี่ยวรั้งตัวเองไว้ด้วยความยากเย็นอย่างเห็นได้ชัด ผมอยากดูลูกของผม นายบัตทอนพูด พยาบาลหวีดร้องออกมาเบา ๆ โอ ได้สิคะ แล้วหล่อนก็ตะโกนเสียงดังอย่างคุมตัวเองไม่อยู่ ชั้นบน ชั้นบนทางขวามือ ขึ้นไปเลยค่ะ หล่อนชี้ทาง นายบัตทอนนั้นเหงื่อเย็นเยียบไหลท่วมตัว เขาหันหลังอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ก่อนจะเดินขึ้นชั้นสอง ในห้องโถงชั้นบนเขาพูดกับพยาบาลอีกคนซึ่งเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับกะละมังอาบน้ำในมือ ผมชื่อบัตทอนครับ เขากล่าวอย่างชัดเจน ผมต้องการพบ... เคล้ง กะละมังอาบน้ำหล่นลงบนพื้นและกลิ้งไปทางบันได เคล้ง โคล้ง เคล้ง มันหล่นลงบันไดทีละขั้นประหนึ่งจะร่วมวงความตื่นตระหนกที่เกิดจากสุภาพบุรุษผู้นี้ ผมต้องการพบลูกของผม นายบัตทอนร้องจนเกือบเป็นตะโกน เขาจวนเจียนจะเป็นลมล้มครืนอยู่แล้ว เคล้ง กะละมังอาบน้ำกลิ้งไปถึงชั้นหนึ่ง พยาบาลเพิ่งจะได้สติ และมองนายบัตทอนอย่างดูแคลนเต็มที่ ได้สิ คุณบัตทอน หล่อนตอบด้วยเสียงเบา ได้เลย แต่อยากให้คุณรู้จังว่าเมื่อเช้านี้เราโกลาหลกันขนาดไหน เหลือเชื่อที่สุด โรงพยาบาลนี้คงไม่หลงเหลือชื่อเสียงอะไรอีกแล้ว หลังจาก... เร็วเข้าเถอะครับ เขาร้องอย่างเหลืออด ผมทนไม่ไหวแล้ว ถ้าอย่างนั้น เชิญทางนี้ คุณบัตทอน เขาลากสังขารตัวเองตามหล่อนไป สุดปลายห้องโถงยาวนั้น ทั้งสองมาถึงห้องซึ่งเต็มไปด้วยเสียงร้องกระจองอแงทุกชนิด ที่จริงแล้ว นี่คือห้องซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักกันว่า ห้องร้องไห้ ทั้งสองเดินเข้าไปในห้องนั้น เอาล่ะครับ นายบัตทอนพูดด้วยอาการหอบ คนไหนลูกผมครับ นั่นไง พยาบาลบอก นายบัตทอนมองตามนิ้วของพยาบาลที่ชี้บอก และนี่คือสิ่งที่เขาเห็น ร่างในผ้าห่มสีขาวผืนใหญ่หนาซึ่งนั่งอัดอยู่ในเปลเด็ก เป็นชายแก่อายุประมาณเจ็ดสิบปี ผมที่เหลืออยู่บางๆ เกือบจะเป็นสีขาว ใต้คางมีเครายาวสีควันบุหรี่ห้อยปลิวไปมาดูน่าขันยามต้องสายลมอ่อนๆ ที่พัดเข้ามาทางหน้าต่าง เขามองดูนายบัตทอนด้วยดวงตาสีขุ่นแฝงด้วยแววสงสัย ผมเป็นบ้าตาลายไปหรือเปล่านี่ นายบัตทอนส่งเสียงดังเหมือนฟ้าร้อง ความหวาดกลัวของเขากลายเป็นความโกรธเกรี้ยว ตลกชวนยิ้มแสยะของโรงพยาบาลหรือครับ พวกเราไม่เห็นว่าน่าขำตรงไหน พยาบาลตอบอย่างเคร่งเครียด และฉันไม่ทราบหรอกค่ะว่าคุณเสียสติไปหรือเปล่า แต่นี่เป็นลูกของคุณแน่นอนที่สุด เม็ดเหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นที่หน้าผากนายบัตทอนมากขึ้นเป็นเท่าทวี เขาหลับตาลง และลืมตาขึ้นอีกครั้ง มองไปอีกที ไม่มีอะไรผิดพลาด เขากำลังจ้องดูชายผู้มีอายุยี่สิบสามหนบวกสิบ ทารกซึ่งมีอายุยี่สิบสามหนบวกสิบ ทารกซึ่งนั่งห้อยเท้าสองข้างอยู่บนเปล ชายชรามองคนนั้นทีมองคนนี้ทีอย่างสงบ จากนั้นพูดขึ้นทันใดด้วยเสียงแหบพร่าของคนชรา คุณเป็นพ่อผมหรือครับ เขาถาม นายบัตทอนและพยาบาลตกใจสะดุ้งสุดขีด เพราะว่าถ้าคุณเป็นพ่อของผม เขายังคงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน ผมอยากให้คุณพาผมออกไปจากที่นี่ หรืออย่างน้อยบอกให้เขาหาเก้าอี้โยกสบาย ๆ มาไว้ตรงนี้หน่อย คุณมาจากไหน คุณเป็นใคร นายบัตทอนระเบิดเสียงโวยวายอย่างไร้สติ ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าผมเป็นใคร เขาตอบด้วยเสียงสะอื้นคราง เพราะว่าผมเพิ่งเกิดได้สองสามชั่วโมงเท่านั้น แต่ชื่อสกุลของผมคือบัตทอนแน่นอน แกโกหก แกมันไอ้คนแอบอ้าง ชายชราหันไปหาพยาบาลอย่างเหนื่อยอ่อน เขาต้อนรับเด็กเกิดใหม่กันแบบนี้เรอะ เขาบ่นเบา ๆ ทำไมคุณไม่บอกไปล่ะครับว่าเขาเข้าใจผิด คุณเข้าใจผิดนะคะ คุณบัตทอน พยาบาลกล่าวอย่างจริงจัง นี่คือลูกของคุณ และคุณจะต้องทำให้ดีที่สุด เราต้องขอให้คุณพาเขากลับบ้านเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ค่ะ วันนี้เวลาไหนก็ได้ค่ะ บ้านหรือครับ นายบัตทอนกล่าวซ้ำอย่างไม่เชื่อหู ใช่ค่ะ เราให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้ ไม่ได้จริง ๆ นะคะ ผมยินดีมากครับ ชายชรารำพัน ที่นี่ช่างเงียบเชียบเหมาะกับเด็กผู้รักความสงบเสียจริง เสียงร้องกระจองอแงแบบนี้ จะให้ผมหลับเข้าไปได้ยังไง พอผมหิวร้องขอของกิน ตอนนี้เสียงเขาหวีดแหลมไม่พอใจ เขากลับเอานมมาให้ผม นายบัตทอนนั่งจมลงบนเก้าอี้ใกล้บุตรชายของเขา และยกมือขึ้นปิดหน้า สวรรค์ช่วยด้วยเถิด เขาพึมพำอย่างสยองใจ คนอื่นรู้เข้าจะว่ายังไงกันบ้างก็ไม่รู้ ฉันจะทำยังไงดี คุณต้องพาเขากลับบ้าน พยาบาลกล่าวยืนยัน เวลานี้เลยนะคะ ภาพพิลึกพิลั่นปรากฏแจ่มชัดจนน่ากลัวอยู่เบื้องหน้าชายผู้ทุกข์ทรมาน ภาพเขาเดินบนถนนในตัวเมืองซึ่งคลาคล่ำด้วยฝูงชน โดยมีชายประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวคนนี้เดินกระย่องกระแย่งเคียงข้างเขา ผมทำไม่ได้ ผมทำไม่ได้ เขาคร่ำครวญ ผู้คนจะพากันทักทายเขา แล้วเขาจะพูดอะไรได้ เขาจะต้องแนะนำคุณปู่อายุเจ็ดสิบคนนี้ว่า นี่ลูกชายผมครับ เพิ่งคลอดเมื่อเช้านี้เอง จากนั้นชายชราคนนี้จะกระชับผ้าห่มรอบ ๆ ตัวเขา แล้วทั้งสองก็ค่อย ๆ เดินต่อ ผ่านร้านรวงที่หนาแน่นไปด้วยผู้คน ผ่านตลาดค้าทาส (วูบนั้นนายบัตทอนเกิดความคิดชั่วร้าย นึกอยากให้ลูกชายของเขาเป็นคนผิวดำเสียให้รู้แล้วรู้รอด) จากนั้นเดินผ่านบ้านหรูหราในย่านที่พักอาศัย ผ่านบ้านพักคนชรา
เอาน่า คุณทำใจดีๆ ไว้ดีกว่า พยาบาลพูด นี่ ชายชราสอดขึ้น ถ้าคุณคิดว่าผมจะเดินห่มผ้าห่มผืนเดียวกลับบ้านละก็ คุณคิดผิดแล้วล่ะ ทารกก็ต้องห่มผ้าทุกคนแหละค่ะ ชายชราชูผ้าผืนเล็กสีขาวอย่างโกรธเคือง ดูนี่ซะ ตัวเขาสั่นเทิ้ม นี่คือผ้าที่เขาเอามาให้ผม ทารกก็ต้องห่มผ้าพวกนี้ทั้งนั้น พยาบาลเจ้าระเบียบตอบ ก็ได้ ชายชราพูด อีกสองนาทีทารกคนนี้จะไม่ห่มอะไรเลย ผ้าอะไรคันเป็นบ้า อย่างน้อยเอาผ้าปูผืนใหญ่มาให้ก็ยังดี ห่มไว้ก่อน ห่มไว้ นายบัตทอนรีบห้าม แล้วหันไปทางพยาบาล ผมจะทำยังไงดี เข้าเมืองไปหาซื้อเสื้อผ้าให้ลูกคุณสิคะ เสียงของลูกชายร้องตามหลังนายบัตทอนไป เอาไม้เท้าด้วยครับคุณพ่อ ผมต้องใช้ไม้เท้า นายบัตทอนเหวี่ยงประตูบานนอกดังปังอย่างไม่ปรานีปราศรัย
2
อรุณสวัสดิ์ครับ นายบัตทอนเอ่ยทักพนักงาน บริษัทขายเสื้อผ้าเชสสะพีค แบบหวาดๆ ผมหาซื้อเสื้อผ้าให้ลูก ลูกของคุณอายุเท่าไหร่ครับ ประมาณหกชั่วโมง นายบัตทอนตอบโดยไม่ทันคิด แผนกเครื่องใช้ทารกอยู่ด้านหลังครับ เอ้อ ผมคิดว่า
ผมคงพูดผิดครับ คือว่า ลูกผมตัวใหญ่ผิดปกติ เอ้อ ใหญ่...มาก ทางแผนกเขามีขนาดใหญ่ที่สุดสำหรับเด็กหลายขนาดครับ แผนกเด็กชายอยู่ไหน นายบัตทอนสอบถามพลางขยับเท้ากระสับกระส่าย เขารู้สึกว่าพนักงงานจะต้องหยั่งรู้ความลับที่น่าละอายของเขาแล้วแน่นอน ที่นี่ครับ เอ้อ เขาลังเล ความคิดที่จะจับลูกชายใส่เสื้อผ้าบุรุษช่างน่าสะอิดสะเอียนนัก สมมติว่า เขาหาชุดสูทเด็กขนาดใหญ่สุดได้ เขาอาจตัดเครายาวกับหนวดบ้านั้นทิ้ง ย้อมผมขาวเป็นสีน้ำตาลซะ เท่านี้ก็พอจะปกปิดส่วนเลวร้ายที่สุดไว้ได้ เขาจะยังเหลือความนับถือตัวเองส่วนหนึ่ง ส่วนฐานะของเขาในวงสังคมเมืองบัลติมอร์นั้นยังไม่ต้องพูดถึงกัน แต่หลังจากค้นหาแผนกเด็กชายอย่างพลิกแผ่นดินแล้ว ไม่มีชุดใดเลยที่จะพอดีตัวบัตทอนแรกเกิด เขาตำหนิห้างสรรพสินค้านั้น ใช่สิ แน่นอน กรณีแบบนี้เป็นเรื่องที่ต้องตำหนิห้างนั้นแน่ๆ คุณบอกว่าลูกชายของคุณอายุเท่าไรนะครับ พนักงานถามอย่างอยากรู้ เขาอายุ...สิบหก โอ ขอโทษครับ ผมนึกว่าคุณบอกว่าหกชั่วโมง แผนกเด็กวัยรุ่นอยู่ช่องถัดไปครับ นายบัตทอนหันหน้าไปอีกทางอย่างเศร้าสร้อย จากนั้นหยุดกึก ยิ้มหน้าบาน และชี้นิ้วไปที่ชุดสูทบนตัวหุ่นในตู้แสดงสินค้า นั่นไง เขาร้อง ผมจะซื้อชุดนั้น ชุดที่หุ่นใส่อยู่นั่นแหละ พนักงานจ้องตาถลน แต่ว่า เขาค้าน นั่นไม่ใช่ชุดของเด็กครับ เอ้อมันใช่ แต่เป็นชุดแต่งแฟนซี คุณสวมชุดนั้นเองยังได้เลยนะครับ เอาชุดนี้ห่อให้ผม ผู้เป็นลูกค้ายืนยันด้วยอาการร้อนรน ผมต้องการชุดนี้ พนักงานผู้นั้นพิศวงงงงวยแต่ก็ทำตาม เมื่อกลับมาถึงโรงพยาบาล นายบัตทอนเดินตรงเข้าไปที่ห้องเด็กทารก และแทบจะโยนห่อเสื้อผ้าให้บุตรชาย เอ้านี่ เสื้อผ้าของแก เขาพูดเสียงห้วน ชายชราแกะห่อแล้วมองของข้างในด้วยสายตาขบขัน ชุดนี้ดูตลกนะครับ เขาบ่น ผมไม่อยากกลายเป็นตัวตลก... แกน่ะแหละทำให้ฉันกลายเป็นตัวตลก นายบัตทอนกระแทกเสียงตอบอย่างรุนแรงด้วยโทสะ แกไม่ต้องสนใจว่าจะดูตลกแค่ไหน ใส่เสื้อผ้าซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะ...จะตีก้นแก เขากลืนน้ำลายยากเย็นหลังคำพูดเกือบสุดท้ายคำนั้น แต่ก็รู้สึกว่าพูดแบบนี้ก็เหมาะแล้ว เอาล่ะครับ คุณพ่อ คนพูดเลียนแบบท่าเคารพผู้ให้กำเนิดได้สุดแสนพิลึกพิลั่นขัดลูกนัยน์ตา พ่ออาบน้ำร้อนมาก่อนผม ย่อมรู้ดีที่สุด ผมจะทำตามที่พ่อบอกครับ เหมือนเช่นครั้งก่อนๆ นายบัตทอนได้ยินคำว่า พ่อ แล้วก็สะดุ้งสุดตัว แล้วก็รีบ ๆ ด้วยล่ะ ผมรีบอยู่ครับ คุณพ่อ เมื่อบุตรชายของเขาแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย นายบัตทอนมองดูด้วยความห่อเหี่ยว เครื่องแต่งกายนั้นประกอบด้วยถุงเท้าลายจุด กางเกงขาสั้นสีชมพู และเสื้อคาดเข็มขัดมีคอเสื้อกว้างสีขาว เครายาวสีเงินยาวเกือบถึงเอวกวัดแกว่งไปมาอยู่บนปกเสื้อ ช่างไม่เข้ากันเอาเสียเลย รอเดี๋ยว นายบัตทอนหยิบกรรไกรด้ามใหญ่ของโรงพยาบาลมาถือ ตัดฉับๆ สามทีตรงเคราส่วนที่หนามาก แต่แม้จะแก้ไขเช่นนั้นแล้ว ดูรวม ๆ ก็ยังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ เพราะยังคงมีเส้นผมหยาบเป็นพุ่มโกโรโกโส ดวงตาเปียกแฉะ และฟันฟางเก่า ๆ หลงเหลืออยู่ ซึ่งทำให้ดูแปลกประหลาด ไม่เข้ากับชุดเสื้อผ้าที่มีสีสดใสนั้นเลย แม้กระนั้นนายบัตทอนก็ไม่ยอมแพ้ ดึงแขนชายชราและพูดเสียงแข็ง มา ไปด้วยกัน บุตรชายจับมือนายบัตทอนอย่างไว้ใจ พ่อจะเรียกผมว่าอะไรครับ ถามเสียงสั่นขณะที่เดินออกจากห้องเด็กทารกไปด้วยกัน เรียกแค่ ลูกน้อย ไปก่อนดีไหมครับ จนกว่าพ่อจะนึกชื่อที่ดีกว่านี้ได้ นายบัตทอนคำรามในคอ ไม่รู้โว้ย เสียงเขาเกรี้ยวกราด ฉันกะจะเรียกแกว่าเมธุเซลาห์
3
สมาชิกใหม่ในครอบครัวบัตทอนอุตส่าห์ตัดผมที่มีอยู่หรอมแหรมจนสั้น ย้อมด้วยสีดำผิดธรรมชาติ หนวดเคราบนหน้าถูกโกนเกลี้ยงเกลาจนเป็นเงาวับ และสวมใส่เสื้อผ้าเด็กชายที่ตัดโดยช่างเสื้อผู้ตกตะลึงจังงัง ทว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่ครอบครัวบัตทอนจะเพิกเฉยต่อความจริงที่ว่า บุตรชายของตนมีข้อตำหนิ ไม่สมกับเป็นบุตรคนหัวปีของครอบครัวเอาเสียเลย แม้ว่าหลังของเขาจะงองุ้มเยี่ยงชายชรา แต่เบนจามิน บัตทอน (เขาได้ชื่อนี้มาแทนชื่อน่าเกลียดว่าเมดูเซลาห์) ก็สูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ไม่ได้ช่วยปกปิดเรื่องนี้ และถึงจะเล็มตัดและย้อมขนคิ้วอย่างไร ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนได้ว่าภายใต้ขนคิ้วนั้นคือดวงตาอ่อนล้าซีดเซียวและแฉะไปด้วยน้ำ พี่เลี้ยงเด็กที่จ้างไว้ล่วงหน้าเหลือบดูเบนจามินครั้งเดียวก็เปิดแจ้นกลับไป ทำท่ารังเกียจยังกับอะไรดี แต่นายบัตทอนยังคงยืนยันจุดประสงค์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เบนจามินเป็นทารก จึงต้องทำตัวให้เหมือนเด็กทารก ครั้งแรกเขาประกาศว่าหากเบนจามินไม่ชอบดื่มนมอุ่น งั้นก็ไม่ต้องกินอะไรเลย แต่ในที่สุดเขาก็ประนีประนอม อนุญาตให้บุตรชายรับประทานขนมปังทาเนย ยอมถึงขนาดให้กินข้าวโอ๊ตด้วย วันหนึ่งเขากลับบ้าน ส่งของเล่นเด็กที่เขย่าเสียงดังเผาะแผะให้เบนจามิน คาดคั้นเสียงเฉียบขาดให้ลูก เล่นมัน ซึ่งชายชราก็รับไปด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย จากนั้นก็เล่นอย่างว่าง่าย ทำเสียงกรุ๋งกริ๋งมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ ตลอดวัน แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเบื่อของเล่นนั้น และเมื่อได้อยู่ตามลำพังเขาก็พบของเล่นอื่นซึ่งช่วยผ่อนคลายอารมณ์ได้ดีกว่า อย่างเช่น วันหนึ่งนายบัตทอนค้นพบว่าสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นเขาสูบซิการ์หมดไปมากผิดปกติ น่าพิศวงยิ่งนัก แต่สองสามวันต่อมาเขาก็ได้รู้ที่มาที่ไป เมื่อเขาเข้าไปในห้องเด็กโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ห้องนั้นคลุ้งไปด้วยควันสีฟ้าอ่อน ๆ เบนจามินทำหน้าสำนึกผิดและพยายามซ่อนก้นซิการ์ฮาวานาสีดำไว้ แน่นอนว่าเรื่องนี้สมควรต้องลงโทษด้วยการหวดก้นให้เข็ดหลาบ แต่นายบัตทอนพบว่าเขาทำไม่ลง เขาจึงได้แต่เตือนบุตรชายว่าซิการ์นั้นจะ ทำให้ลูกไม่โต อย่างไรก็ตาม นายบัตทอนยังคงมุ่งมั่นในความคิด เขาซื้อตุ๊กตาทหารทำด้วยตะกั่ว รถไฟเด็กเล่น ตุ๊กตาสัตว์ตัวใหญ่ทำด้วยผ้าฝ้ายมาให้บุตรชาย และเพื่อให้สมบูรณ์แบบ ให้ครบเครื่องภาพลวงตาที่อย่างน้อยเขาก็รังสรรค์ขึ้นเพื่อตัวเขาเอง เขาถามพนักงานในร้านขายตุ๊กตาด้วยสุ้มเสียงวิตกกังวลว่า เป็ดสีชมพูตัวนี้ สีจะลอกไหมถ้าเด็กเอาเข้าปาก กระนั้น ถึงแม้บิดาจะพยายามหว่านล้อมสารพัดวิธีอย่างไร เบนจามินก็ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจของเล่น พ่อลูกชายจะแอบลงไปทางบันไดด้านหลัง และกลับขึ้นมาห้องเด็กพร้อมหนังสือสารานุกรมเอนบริเทนนิกา แล้วบ่ายวันนั้นทั้งวันก็จะนั่งตั้งอกตั้งใจอ่านอย่างมุ่งมั่น ไม่แยแสตุ๊กตาแม่วัวกับเรือโนอาห์ที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นห้อง เมื่อมาเจอความดื้อรั้นขนาดนี้ ความพยายามของนายบัตทอนจึงได้ผลน้อยเหลือเกิน ตอนแรกนั้น เรื่องนี้สร้างความแตกตื่นสนใจใหญ่หลวงในเมืองบัลติมอร์ ความเสื่อมเสียชื่อเสียงในสังคมที่จะเกิดกับครอบครัวบัตทอนและวงศาคณาญาติทั้งหลายคงไม่อาจประมาณได้ หากไม่มีสงครามกลางเมืองระเบิดขึ้นและดึงดูดเอาความสนใจของผู้คนไปหมด มีบางคนที่พยายามเค้นสมองหาคำยกยอแสนสุภาพมอบให้แก่บิดามารดาของเด็ก และในที่สุดก็บังเกิดความคิดจากสมองชาญฉลาดนั้นว่า ทารกนั้นมีความละม้ายคล้ายปู่อยู่ไม่น้อย ซึ่งก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะร่างกายที่เสื่อมถอยด้วยวัยชราของเบนจามินนั้น ก็เหมือนกับลักษณะชายวัยเจ็ดสิบทั้งหลายนั่นเอง นายและนางโรเจอร์ บัตทอนไม่รู้สึกยินดีกับคำชม และผู้เป็นปู่ของเบนจามินโกรธเป็นฟืนเป็นไฟที่ถูกหมิ่นประมาทเช่นนั้น เมื่อออกจากโรงพยาบาล เบนจามินก็ใช้ชีวิตไปตามครรลอง มีคนพาเด็กชายเล็ก ๆ หลายคนมาให้พบปะพูดคุย เขาก็สู้ทนฝืนข้อต่อที่ยึดตึง กระตุ้นตัวเองให้สนุกกับลูกข่างและลูกหินอยู่ทั้งบ่าย และถึงกับใช้หนังสติ๊กยิงกระจกบานหน้าต่างห้องครัวแตกได้โดยบังเอิญ ซึ่งชัยชนะนี้ทำให้บิดาของเขาแอบดีใจอยู่เงียบ ๆ หลังจากวันนั้นเบนจามินมีเรื่องทำของแตกทุกวัน ทว่าเขาทำเช่นนั้นเพราะรู้ว่าทุกคนคาดหวังให้เขาทำ และนิสัยของเขาก็เป็นคนชอบโอนอ่อนตามคนอื่นอยู่แล้ว ครั้นเมื่อความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ของปู่เบาบางลง เบนจามินกับสุภาพบุรุษชราก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันด้วยความสุข ทั้งสองนั่งอยู่ด้วยกันคราวละหลายชั่วโมง แม้จะต่างด้วยวัยและประสบการณ์ แต่สามารถพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงราบเรียบถึงเหตุการณ์ในแต่ละวันที่ผ่านไปอย่างช้า ๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย เบนจามินรู้สึกสบายใจที่จะอยู่กับปู่มากกว่าบิดามารดา เพราะทั้งสองคนดูจะเกรงกลัวเขาอยู่ และแม้จะชอบใช้อำนาจบังคับเขา แต่บ่อยครั้งกลับเรียกเขาโดยมีคำนำหน้าว่า คุณ เขาเองรู้สึกแปลกประหลาดใจเช่นเดียวกับผู้อื่น ในเรื่องที่เขาชราทั้งจิตใจและร่างกายตั้งแต่แรกเกิด เขาอ่านเรื่องนี้ในวารสารการแพทย์ แต่ไม่พบว่าเคยมีบันทึกถึงกรณีเช่นนี้ ด้วยแรงกระตุ้นจากบิดา เขาลองพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเล่นกับเด็กชายคนอื่น ๆ และมักเล่นกีฬาเบา ๆ ส่วนเกมฟุตบอลนั้นรุนแรงเกินไป และเขากลัวว่าหากเกิดแตกหักไป กระดูกสูงวัยของเขาจะไม่ยอมประสานกันติดกันดังเดิม เขาถูกส่งไปโรงเรียนอนุบาลเมื่อมีอายุห้าปี มีคนสอนให้เขารู้จักศิลปะแปะติดกระดาษเขียวบนกระดาษสีส้ม ขีดเส้นโยงใยแผนที่สี และประดิษฐ์สร้อยคอกระดาษแข็งเส้นแล้วเส้นเล่า เขามักจะสัปหงกไประหว่างนั่งทำงานพวกนี้เสมอ ซึ่งสร้างความรำคาญและหวาดกลัวให้แก่ครูสาวยิ่งนัก เขาจึงโล่งใจเมื่อครูเอาเรื่องไปบ่นกับบิดามารดาของเขา จนเขาต้องออกจากโรงเรียน นายและนางโรเจอร์ บัตทอนบอกแก่เพื่อน ๆ ว่า รู้สึกว่าบุตรชายของตนยังเล็กเกินกว่าจะเข้าโรงเรียน เมื่อเขาอายุได้สิบสองปี บิดามารดาก็เริ่มคุ้นเคยชินชากับเขา ขนบธรรมเนียมของพ่อแม่กับลูกนั้นแรงกล้ายิ่ง เขาทั้งคู่ไม่รู้สึกอีกแล้วว่าเบนจามินแตกต่างจากเด็กคนอื่นๆ ยกเว้นจะมีสิ่งผิดปกติแปลกประหลาดมาเตือนให้นึกถึงความจริงนั้น ทว่าหลังจากวันเกิดของเบนจามินผ่านไปสองสามสัปดาห์ วันหนึ่งเบนจามินกำลังมองตัวเองในกระจก และคิดว่าเขาได้ค้นพบอะไรบางอย่างที่น่าอัศจรรย์ใจเข้าแล้ว ถ้านัยน์ตาคู่นี้ไม่ได้เล่นตลก หลังจากมีชีวิตผ่านมาสิบสองปี เส้นผมของเขาได้เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเทาเงินซ่อนอยู่ภายใต้สีย้อมผม รอยย่นบนใบหน้าที่เคยสานเป็นตาข่ายเริ่มจางหาย ผิวหนังดูดีขึ้นและแน่นตึงขึ้น แถมยังดูมีเลือดฝาด เขาไม่รู้ว่าตาฝาดไปหรือเปล่า รู้แต่ว่าแผ่นหลังของเขาไม่โค้งงออีกแล้ว และสภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นกว่าช่วงต้นในชีวิตมาก เป็นไปได้ไหมว่า
เขาคิดกับตนเอง แต่ก็ไม่ใคร่กล้าจะคิดต่อ เขาเดินไปหาบิดา ผมโตแล้ว เขาบอกอย่างมั่นใจ ผมอยากจะใส่กางเกงขายาวครับ บิดาของเขาไม่ค่อยแน่ใจ ในที่สุดก็พูดว่า ก็ได้ พ่อไม่แน่ใจนะ อายุสิบสี่เป็นวัยที่จะใส่กางเกงขายาว ลูกเพิ่งสิบสองเอง แต่คุณพ่อก็รู้นี่ครับ เบนจามินทักท้วง ว่าผมโตกว่าเด็กๆ รุ่นเดียวกัน บิดามองเขาพร้อมกับนึกคาดเดาไปผิด ๆ เรื่องนั้นพ่อไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นะ เขาพูด ตอนอายุสิบสองพ่อก็ตัวใหญ่เท่าลูกน่ะแหละ ไม่จริงเลย เพียงแต่โรเจอร์ บัตทอนได้ตกลงกับตัวเองอย่างเงียบ ๆ ว่าเขาจะเชื่อเรื่องความปกติของบุตรชาย ในที่สุดสองพ่อลูกยอมพบกันครึ่งทาง เบนจามินจะย้อมผมต่อไป และจะพยายามจะเล่นกับเด็กชายวัยเดียวกันให้มากขึ้น จะไม่สวมแว่นตาและถือไม้เท้าเดินตามถนน และสิ่งที่เขาจะได้ตอบแทนจากการยอมอ่อนข้อครั้งนี้คือ กางเกงขายาวชุดแรกในชีวิต
4
ข้าพเจ้าตั้งใจจะเล่าถึงชีวิตของเบนจามิน บัตทอนในช่วงอายุสิบสองปีถึงยี่สิบเอ็ดปีเพียงเล็กน้อย เพียงบันทึกไว้ว่าเป็นช่วงเวลงแห่งการเติบโตที่ผิดปกติก็พอแล้ว เมื่อเบนจามินอายุสิบแปดปี เขาก็ยืนหลังตรงเหมือนชายวัยห้าสิบ ผมเขาขึ้นมากกว่าเดิมและเป็นสีเทาเข้ม เขาก้าวเดินมั่นคงขึ้น เสียงสั่นแตกพร่าหายไป กลายเป็นเสียงทุ้มใส ด้วยเหตุนี้บิดาจึงส่งเขาไปคอนเนคติกัตเพื่อสอบคัดเลือกเข้าวิทยาลัยเยล เบนจามินสอบผ่านและกลายเป็นนักศึกษาใหม่ในปีนั้น วันที่สามหลังจากสอบเข้าได้ เขาได้จดหมายแจ้งจากนายฮาร์ท นายทะเบียนวิทยาลัย ให้ไปที่สำนักงานเพื่อจัดเตรียมตารางเรียน เบนจามินมองตัวเองในกระจก ตัดสินใจว่าต้องย้อมผมเป็นสีน้ำตาลอีกครั้ง แต่เมื่อค้นหาด้วยความร้อนใจในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือกลับไม่พบขวดยาย้อมผม เขาจึงนึกได้ว่า น้ำยาหมดไปเมื่อวันก่อนและเขาโยนขวดทิ้งไปแล้ว เขาคิดหนัก เขาต้องไปแผนกทะเบียนภายในห้านาที ดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้แล้ว เขาต้องไปในสภาพที่เป็นอยู่ แล้วเขาก็ทำเช่นนั้น อรุณสวัสดิ์ครับ นายทะเบียนพูดอย่างสุภาพ คุณมาสอบถามเกี่ยวกับลูกชายหรือครับ เอ้อ อันที่จริง ผมชื่อบัตทอน เบนจามินเริ่มพูด แต่นายฮาร์ทพูดตัดบท ยินดีที่ได้พบครับ คุณบัตทอน หวังว่าลูกชายของคุณคงจะมาถึงอีกไม่กี่อึดใจนี้แล้ว ก็ผมไงล่ะครับ เบนจามินโพล่งออกไป ผมคือนักศึกษาใหม่ ว่าไงนะ ผมเป็นนักศึกษาใหม่ครับ คุณทำตลกแน่เลยครับ คุณคงพูดเล่นล่ะสิครับ นายทะเบียนขมวดคิ้วมุ่นและมองตรวจบัตรตรงหน้า นี่ไง ข้อมูลผมบอกไว้ตรงนี้ว่านายเบนจามิน บัตทอนอายุสิบแปดปี นั่นแหละอายุผม เบนจามินคงยืนยัน หน้าแดงเล็กน้อย นายทะเบียนจ้องมองหน้าเขาอย่างเหนื่อยหน่าย นี่แน่ะ คุณบัตทอน คิดหรือว่าผมจะเชื่อคุณ เบนจามินยิ้มอย่างอ่อนใจ ผมอายุสิบแปด เขากล่าวซ้ำ นายทะเบียนหน้าตาถมึงทึงและชี้ไปที่ประตู ออกไปให้พ้น เขาตะคอก ออกไปจากวิทยาลัย และออกไปจากเมืองด้วย แกมันคนบ้าอันตราย ผมอายุสิบแปดปีครับ นายฮาร์ทเปิดประตู คิดอะไรของเขา เขาตะโกนลั่น ผู้ชายอายุปูนนี้ยังอยากจะเป็นนักศึกษาใหม่ คุณน่ะรึอายุสิบแปดปี เอาล่ะ ผมให้เวลาคุณสิบแปดนาที ออกไปให้พ้นเมืองนี้ เบนจามิน บัตทอนเดินตัวตรงเชิดหน้าออกจากห้องนั้น นักศึกษากลุ่มหนึ่งซึ่งยืนคอยอยู่ในห้องโถงมองตามด้วยความสงสัย เมื่อเดินออกไปได้เล็กน้อย เขาหันหลังกลับ มองหน้านายทะเบียนผู้เดือดดาลที่ยังยืนอยู่ตรงประตู เขาพูดย้ำหนักแน่นอีกครั้งว่า ผมอายุสิบแปดปี เบนจามินเดินจากไปท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของนักศึกษากลุ่มนั้น แต่ชะตากรรมไม่ปล่อยให้เขาหนีไปได้ง่าย ๆ ขณะที่เดินระทดระท้อไปยังสถานีรถไฟ เขารู้ตัวว่าข้างหลังเขาคนกลุ่มหนึ่งตามมา ต่อมาก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ และในที่สุดเป็นฝูงนักศึกษาปริญญาตรีกลุ่มมหึมา ข่าวแพร่สะพัดไปว่าคนบ้าสอบผ่านเข้าศึกษาต่อในเยลได้และพยายามตบตาว่าตนเองอายุสิบแปดปี ทั่วทั้งวิทยาลัยจึงแตกตื่นโกลาหล พวกนักศึกษาต่างวิ่งออกจากห้องเรียนจนลืมหมวก ทีมอเมริกันฟุตบอลทิ้งการซ้อมมาร่วมเดินขบวน บรรดาภรรยาอาจารย์ปล่อยให้หมวกบิดเบี้ยว พากันร้องตะโกนตามหลังขบวนด้วยความลืมตัว เสียงกล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานาดังขึ้นไม่ขาดสาย โดยพุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนไหวของเบนจามิน บัตทอน พวกยิวพเนจรแหงๆ อายุแค่นี้ น่าจะไปเรียนเตรียมอุดมมากกว่า เฮ้ย ดูทารกมหัศจรรย์สิ แกคงนึกว่าที่นี่เป็นบ้านพักคนชราน่ะ ไปฮาวาร์ดโน่นไป๊ เบนจามินเร่งฝีเท้าขึ้น แล้วในไม่ช้าก็เปลี่ยนเป็นวิ่ง เขาจะให้คนพวกนี้ได้เห็น เขาจะไปเข้าฮาวาร์ด คนพวกนี้จะต้องเสียใจที่รู้ไม่จริงแล้วมาล้อเลียนเขา เขาขึ้นรถไฟไปบัลติมอร์ได้โดยปลอดภัย แล้วยื่นศีรษะออกไปนอกหน้าต่าง ตะโกนว่า แล้วพวกคุณจะเสียใจ ฮ่า-ฮ่า พวกนักศึกษาหัวเราะ ฮ่า-ฮ่า-ฮ่า ก็นี่แหละความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดของวิทยาลัยเยล
5
ปี 1880 เบนจามิน บัตทอนมีอายุยี่สิบปี เขาฉลองวันเกิดด้วยการไปทำงานกับบิดาที่บริษัทโรเจอร์ บัตทอนและสหายขายส่งเครื่องโลหะ ในปีเดียวกันนั้น เขาเริ่มออกงานสังคม กล่าวคือ บิดายืนกรานพาเขาไปงานเต้นรำทันสมัยหลายครั้ง เวลานี้โรเจอร์ บัตทอนอายุห้าสิบแล้ว เขากับบุตรชายสนิทสนมกันมากขึ้น อันที่จริงแล้ว นับแต่เบนจามินเลิกย้อมผม (ผมเขายังมีสีเทาแซมนิดๆ) ทั้งคู่ก็ดูเหมือนคนวัยเดียวกัน และถ้าบอกใคร ๆ ว่าเป็นพี่น้องกันก็จะไม่มีผู้ใดสงสัยอย่างแน่นอน คืนหนึ่งในเดือนสิงหาคม ทั้งสองแต่งกายในชุดเต็มยศ นั่งรถม้าไปงานเต้นรำในบ้านชานเมืองเชฟลินส์ ตั้งอยู่นอกเมืองบัลติมอร์ ค่ำคืนนั้นงดงามตระการตา ดวงจันทร์เต็มดวงส่องแสงทาทาบถนนทั้งสายจนกลายเป็นสีเงินยวง ดอกไม้ที่บานกลางคืนส่งกลิ่นหอมอบอวลไปในอากาศนิ่งไม่ไหวติงดั่งมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ฟังแทบไม่ได้ยิน ท้องทุ่งกว้างของชนบทที่ดูคล้ายปูพรมด้วยกอข้าวสาลีและรวงเหลืองอร่าม แลดูสว่างโพลนราวกับยามกลางวัน ท้องฟ้างดงามน่าหลงใหลจนเกือบไม่มีทางแข็งขืนใจไม่ให้อ่อนไหว ทว่าแค่ เกือบ เท่านั้น ธุรกิจเสื้อผ้าสิ่งทอดูท่าจะไปได้อีกไกล โรเจอร์ บัตทอนพูดขึ้น เขาไม่ใช่คนอ่อนไหวลึกซึ้งในด้านจิตใจ และความรู้สึกในด้านสุนทรีย์ก็จัดอยู่ในขั้นหยาบ คนแก่อย่างพ่อเรียนรู้กลวิธีใหม่ ๆ ไม่ขึ้นแล้ว เขาตั้งข้อสังเกตอย่างลึกซึ้ง แต่คนหนุ่มรุ่นลูกมีเรี่ยวแรงและมีพลัง อนาคตยิ่งใหญ่ย่อมจะรออยู่ข้างหน้า ไกลลิบเบื้องหน้าถนนสายนั้น แสงสว่างจากบ้านชนบทของครอบครัวเชฟลินปรากฏให้เห็น และในไม่ช้าเสียงเพรียกบางอย่างแว่วดังมาทางที่คนทั้งสองอยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นเสียงครวญแผ่วหวานของไวโอลิน หรือเสียงต้นข้าวสาลีสีเงินยวงสะบัดรวงภายใต้ดวงจันทร์ สองพ่อลูกจอดรถม้าเบื้องหลังรถกูบเทียมม้าเดี่ยวตัวงาม เห็นผู้โดยสารพากันก้าวลงจากรถคันนั้นที่หน้าประตูบ้าน สุภาพสตรีผู้หนึ่งก้าวลงมา จากนั้นก็เป็นสุภาพบุรุษชรา และหญิงสาวผู้มีความงามบาดใจอีกผู้หนึ่ง เบนจามินสะดุ้ง เคมีในร่างกายของเขาเกิดปฏิกิริยาคล้ายละลายแล้วรวมตัวกันใหม่ในทุกอณู เขาพลันบังเกิดความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปทั่วร่าง เลือดสูบฉีดสู่แก้มทั้งสองข้างและหน้าผาก มีเสียงอึงอลอยู่ในหู นี่คือความรักครั้งแรก หญิงสาวมีรูปร่างสูงเพรียว บอบบาง ผมเป็นสีขี้เถ้าภายใต้แสงจันทร์ และกลายเป็นสีน้ำผึ้งภายใต้แสงโคมไฟหน้าประตูทางเข้า เหนือไหล่ทั้งสองข้างเป็นผ้าคลุมไหล่แบบสเปนสีเหลืองอ่อน มีลายรูปผีเสื้อสีดำ ปลายรองเท้าทั้งสองที่โผล่พ้นจากชายกระโปรงเป็นประกายระยิบระยับ โรเจอร์ บัตทอนเอียงตัวเข้าไปพูดกับบุตรชาย สาวน้อยนั่น เขาพูด คือฮิลดีการ์ด มอนครีฟ บุตรสาวของท่านนายพลมอนครีฟ เบนจามินพยักหน้าอย่างเฉยเมย ก็กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักดี เขากล่าวอย่างไม่ไยดี ทว่าเมื่อเด็กนิโกรจูงม้าห่างออกไปเขาก็พูดขึ้น คุณพ่อครับ ช่วยพาผมไปรู้จักหล่อนหน่อยสิ ทั้งสองเดินเข้าไปยังกลุ่มที่มีนางสาวมอนครีฟเป็นจุดศูนย์กลางอยู่ ด้วยถูกเลี้ยงดูมาในประเพณีดั้งเดิม หล่อนย่อตัวลงทักทายเบนจามิน ได้สิ หล่อนยินดีจะเต้นรำกับเขา เขาขอบคุณหล่อนและเดินจากไป ด้วยอาการโซเซเหม่อลอย ช่วงเวลากว่าจะถึงรอบที่เขาจะได้เต้นรำกับหล่อนช่างยาวนานคล้ายไม่มีวันสิ้นสุด เขายืนอยู่ชิดผนัง ไม่พูดไม่จากับใคร ไม่แสดงความรู้สึก สายตาเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อยามที่มองดูพวกหนุ่ม ๆ บัลติมอร์ซึ่งพาฮิลดีการ์ด มอนครีฟลอยละล่องไปกลางฟลอร์เต้นรำและแสดงความชื่นชมปรารถนาหล่อนจนออกนอกหน้า เบนจามินรู้สึกว่าหนุ่มๆ พวกนั้นช่างน่ารังเกียจ เต็มไปด้วยความแจ่มใสแห่งวัยเยาว์จนเขาแทบทนไม่ได้ เคราเป็นลอนหยักสีน้ำตาลข้างแก้มของหนุ่มๆ เหล่านั้นพาให้เบนจามินรู้สึกพะอืดพะอม แต่เมื่อถึงรอบของเขา ยามที่ล่องลอยไปพร้อมกับหล่อนกลางเวทีเต้นรำที่กำลังเปลี่ยนเป็นเพลงวอลซ์ล่าสุดจากปารีส ความริษยาและกระวนกระวายก็มลายหายไปดั่งหิมะละลาย ความหลงใหลบดบังตาเขาจนมืดบอด เขารู้สึกราวกับว่าชีวิตเพิ่งจะเริ่มต้นในวันนี้เอง รถม้าของคุณกับพี่ชายมาถึงที่นี่พร้อมกันกับรถม้าของฉันใช่ไหมคะ ฮิลดีการ์ดถามขึ้น มองเขาด้วยดวงตาซึ่งดูประหนึ่งเคลือบด้วยสีฟ้าเป็นประกายสดใส เบนจามินนิ่ง ถ้าหล่อนคิดว่าเขาเป็นน้องชายของบิดา จะดีไหมที่จะบอกให้หล่อนรู้ความจริง เขายังจำประสบการณ์ที่วิทยาลัยเยลได้ดี ดังนั้นจึงตัดสินใจไม่บอกหล่อน นับเป็นการหยาบคายที่จะพูดโต้แย้งสุภาพสตรี และผิดมหันต์ที่จะทำลายโอกาสที่งดงามนี้ด้วยเรื่องราวการถือกำเนิดอันแปลกประหลาดของเขา รอไว้วันหลังเถอะ บางทีเขาอาจจะเล่า เมื่อคิดดังนั้นแล้วเขาจึงก้มศีรษะรับ ยิ้ม และฟังหล่อนพูดอย่างมีความสุข ฉันชอบผู้ชายรุ่นคุณค่ะ ฮิลดีการ์ดบอกเขา พวกเด็กหนุ่ม ๆ โง่เง่าออก พวกเขาชอบเล่าว่าเวลาอยู่ที่วิทยาลัยพวกเขาดื่มเชมเปญไปมากเท่าไหร่ เล่นไพ่หมดเงินไปมาแค่ไหน แต่ผู้ชายรุ่นคุณสิคะ รู้จักวิธีเอาใจผู้หญิง เบนจามินรู้สึกอยากจะขอหล่อนแต่งงานเสียเหลือเกิน เขาพยายามหักห้ามแรงกระตุ้นนั้น คุณอยู่ในวัยที่น่าใฝ่ฝันถึงพอดีค่ะ หล่อนกล่าวต่อ ห้าสิบ
อายุยี่สิบห้ายุ่งแต่เรื่องเอาตัวรอดในชีวิตมากเกินไป คนอายุสามสิบมักจะตรากตรำซีดเซียวเพราะทำงานมากไป อายุสี่สิบเป็นวัยที่มีเรื่องเล่ายาวจนต้องใช้เวลาเท่ากับสูบซิการ์หนึ่งมวนจึงจะเล่าจบ ส่วนหกสิบ โอ หกสิบก็ใกล้กับเจ็ดสิบเกินไปค่ะ แต่อายุห้าสิบเป็นวัยสุขุมรอบคอบ ดิฉันชอบอายุห้าสิบค่ะ เบนจามินเองรู้สึกว่าอายุห้าสิบเป็นวัยสง่างาม เขารอคอยอายุห้าสิบด้วยความปรารถนาแรงกล้า ฉันพูดอยู่เสมอนะคะ ฮิลดีการ์ดพูดต่อ ว่าอยากแต่งงานกับผู้ชายอายุห้าสิบและได้รับการดูแลเอาใจใส่ ไม่ใช่แต่งกับผู้ชายอายุสามสิบและต้องคอยดูแลเขา สำหรับเบนจามินแล้วค่ำคืนที่เหลือนั้นดูคล้ายปกคลุมด้วยหมอกสีน้ำผึ้ง ฮิลดีการ์ดเต้นรำกับเขาอีกสองเพลง และทั้งสองเห็นพ้องต้องกันอย่างน่าทึ่งเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ของยุคสมัย หล่อนจะไปนั่งรถเล่นกับเขาในวันอาทิตย์หน้า และทั้งคู่จะพูดคุยถกปัญหาเหล่านั้นกันต่อ ระหว่างเดินทางกลับบ้านในรถม้าก่อนฟ้าจะสาง ผึ้งฝูงแรกส่งเสียงหึ่งๆ ออกบินหาน้ำหวาน ดวงจันทร์สีซีดส่องแสงริบหรี่ท่ามกลางน้ำค้างเย็นเฉียบ เบนจามินจับใจความได้รางๆ เพียงว่า บิดาของเขากำลังสนทนาเรื่องการขายส่งเครื่องโลหะ ...แล้วลูกคิดว่าเราควรมุ่งสนใจธุรกิจอีกอะไรนอกเหนือไปพวกค้อนกับตะปู บัตทอนผู้เฒ่าถาม เชื่อมรักครับ เบนจามินตอบอย่างใจลอย เชื่อมรึ โรเจอร์ บัตทอนอุทาน เอ๊ะ ก็พ่อเพิ่งพูดไปเมื่อกี้ว่าเรื่องเชื่อมโลหะนี่มันไม่มีอนาคตหรอก เบนจามินมองบิดาด้วยดวงตางุนงงพร้อม ๆ กับที่จู่ ๆ ท้องฟ้าบนฟากฟ้าด้านตะวันออกก็สว่างขึ้น และพร้อมกับที่นกโอริโอลหาวเสียงแหลมอยู่ในหมู่ต้นไม้ซึ่งสว่างไสวขึ้นทุกขณะ
6
หกเดือนต่อมา การหมั้นหมายของนางสาวฮิลดีการ์ด มอนครีฟกับนายเบนจามิน บัตทอนก็เป็นที่รับรู้ทั่วกัน (ข้าพเจ้าบอกว่า เป็นที่รับรู้ เนื่องจากท่านนายพลมอนครีฟประกาศว่า เขายอมล้มหกล้มใส่คมดาบของตนเสียดีกว่าที่จะประกาศการหมั้น) ความตื่นเต้นในวงสังคมเมืองบัลติมอร์พุ่งขึ้นถึงขีดสุด เรื่องการกำเนิดของเบนจามินที่เกือบจะลืมเลือนกันไปแล้วกลับถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง และโหมกระพือกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวที่โลดโผนและเหลือเชื่อราวกับนิยายทีเดียว ข่าวแพร่สะพัดออกไปว่าแท้จริงแล้วเบนจามินเป็นบิดาของโรเจอร์ บัตทอน บ้างก็ว่าเป็นพี่ชายของโรเจอร์ที่ติดคุกมาร่วมสี่สิบปีแล้ว เป็นจอห์น วิลค์ส บูธ ปลอมตัวมา และกระแสสุดท้ายถึงกับบอกว่า เขามีเขาเล็กๆ สองข้างงอกอยู่บนบนศีรษะ หนังสือพิมพ์ฉบับแทรกวันอาทิตย์หลายฉบับของนิวยอร์กให้ความสำคัญกับเรื่องนี้โดยลงภาพสเก็ตช์ศีรษะของเบนจามิน บัตทอนโดยมีลำตัวเป็นปลา งู และท้ายที่สุด เป็นร่างที่ทำด้วยทองเหลืองล้วน เขาเป็นที่รู้จักกันในวงการหนังสือพิมพ์ว่า บุรุษลึกลับแห่งแมรีแลนด์ แต่เรื่องราวตามความเป็นจริงนั้นก็เฉกเช่นเดียวกับในกรณีอื่นๆ นั่นคือ มีคนรู้กันน้อยมาก อย่างไรก็ดี ทุกคนเห็นพ้องกับท่านนายพลมอนครีฟว่าเป็นเรื่อง ผิดมหันต์ ที่หญิงสาวหน้าตางดงาม ซึ่งสมควรจะได้แต่งงานกับชายหนุ่มรูปงามคนใดคนหนึ่งในเมืองบัลติมอร์ กลับโผเข้าสู่อ้อมแขนของผู้ชายซึ่งแน่ใจได้ว่ามีอายุห้าสิบปี นายโรเจอร์ บัตทอนได้เอาใบสูติบัตรของบุตรชายลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ เบลซ ในบัลติมอร์เป็นตัวพิมพ์ขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไร ไม่มีใครเชื่อสูติบัตร ดูจากตัวจริงของเบนจามินก็เพียงพอแล้ว สำหรับบุคคลสองคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากที่สุดนั้นไม่มีความลังเลใจใดๆ เลย เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับคู่หมั้นของหล่อนเป็นเรื่องเท็จทั้งเพ จนกระทั่งฮิลดีการ์ดดื้อดึงปฏิเสธที่จะเชื่อแม้กระทั่งเรื่องจริง นายพลมอนครีฟชี้ให้หล่อนเห็นถึงอัตราการเสียชีวิตที่สูงในหมู่ผู้ชายอายุห้าสิบปีหรือผู้ชายที่ดูแก่เหมือนอายุห้าสิบปี ทว่าไร้ผล และก็ไม่ได้เรื่องอีกเช่นกันเมื่อเขาบอกหล่อนถึงความไม่มั่นคงของธุรกิจขายส่งเครื่องโลหะ ฮิลดีการ์ดเลือกที่จะแต่งงานกับผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่และสุขุม แล้วหล่อนก็ได้แต่งงาน
7
อย่างน้อยก็มีเรื่องหนึ่งที่บรรดาเพื่อนของฮิลดีการ์ดคิดผิด ธุรกิจขายส่งเครื่องโลหะเจริญรุ่งเรืองอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ช่วงเวลาสิบห้าปีนับแต่การแต่งงานของเบนจามิน บัตทอนในปี 1880 จนถึงปีที่บิดาของเขาเกษียณจากงานบริษัทในปี 1895 ทรัพย์สินของครอบครัวเพิ่มทวีขึ้นเป็นสองเท่า และส่วนใหญ่ก็เนื่องมาจากการทำงานของผู้บริหารหนุ่มของบริษัทเสียด้วย ไม่จำเป็นต้องกล่าวก็ได้ว่า ในที่สุดเมืองบัลติมอร์ก็อ้าแขนยอมรับสองสามีภรรยาเต็มอกเต็มใจ แม้ กระทั่งท่านนายพลมอนครีฟผู้ชราก็ยอมคืนดีกับบุตรเขย เมื่อเบนจามินมอบเงินให้แก่เขาเพื่อพิมพ์หนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์สงครามกลางเมือง ที่เขาเขียนขึ้นจำนวนยี่สิบเล่ม ซึ่งถูกตอบปฏิเสธจากสำนักพิมพ์มีชื่อมาแล้วถึงเก้าแห่ง สิบห้าปีนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเบนจามินหลายอย่าง เขารู้สึกว่าเลือดภายในกายซู่ซ่ามีพลังอย่างที่ไม่เคยเป็น เขาเริ่มมีความสุขที่จะตื่นขึ้นในยามรุ่งอรุณ ก้าวเดินฉับๆ ไปตามถนนที่จอแจและสดใสด้วยแสงแดด ไปทำงานค้าขายค้อนและตะปูลงเรือสินค้าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในปี 1890 เขาลงมือทำการเปลี่ยนแปลงธุรกิจซึ่งภายหลังโด่งดังเป็นที่รู้จักไปทั่ว คือเขาได้เสนอว่า ตะปูทุกตัวที่ใช้ตอกกล่องบรรจุตะปูซึ่งจัดส่งให้แก่ลูกค้า ถือเป็นทรัพย์สินของผู้ส่งสินค้า ข้อเสนอนี้ต่อมาได้กลายเป็นกฎหมายซึ่งอนุมัติโดยผู้พิพากษาฟอสไซล์ และทำให้ทุกๆ ปีบริษัทโรเจอร์ บัตทอนและสหายขายส่งเครื่องโลหะ ประหยัดตะปูได้กว่าหกร้อยตัว ยิ่งกว่านั้น เบนจามินค้นพบว่าตนเองหลงใหลในด้านรื่นรมย์ของชีวิตมากขึ้น และใฝ่หาความสนุกสนานแก่ตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาเป็นชายคนแรกในเมืองบัลติมอร์ ที่เป็นเจ้าของและได้ขับรถยนต์ เมื่อพบเห็นเขาบนท้องถนน คนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันจะมองความมีสุขภาพดีและกระปรี้กระเปร่าของเขาด้วยความอิจฉา เขาดูหนุ่มขึ้นทุกปี พวกเขาตั้งข้อสังเกต และถึงแม้หากนายโรเจอร์ บัตทอนผู้บิดา ซึ่งปีนี้อายุหกสิบห้าปี จะเคยต้อนรับบุตรชายอย่างไม่เหมาะสมในตอนแรก ในท้ายที่สุดเขาก็ได้รับการชดเชยแล้วด้วยคำยกยอปอปั้นประดามีนี้ และตอนนี้ก็มาถึงเรื่องซึ่งไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่ เราจึงจะขอเล่าเพียงผ่านๆ เท่านั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เบนจามิน บัตทอนเป็นกังวล นั่นคือ ภรรยาเขาไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจเขาอีกแล้ว เวลานั้นฮิลดีการ์ดเป็นหญิงอายุสามสิบห้าปี มีบุตรชายหนึ่งคน คือรอสโค ซึ่งอายุสิบสี่ปี เมื่อแต่งงานกันใหม่ ๆ เบนจามินทั้งรักทั้งบูชาหล่อน แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ ผมสีน้ำผึ้งของหล่อนกลายเป็นสีน้ำตาลที่ไม่ชวนให้ตื่นเต้น ดวงตาสีฟ้าเคลือบเป็นประกายกลับกลายเป็นสีดินเผาราคาถูก ยิ่งกว่านั้น (ข้อนี้สำคัญที่สุด) หล่อนจมปลักอยู่กับวิถีชีวิตประจำมากเกินไป สงบเกินไป พอใจกับชีวิตเกินไป ไร้สิ่งตื่นเต้นเร้าใจ และมีรสนิยมราบเรียบเกินไป สมัยที่เพิ่งแต่งงานกัน หล่อนต้องเป็นคน ลาก เบนจามินไปเต้นรำและรับประทานอาหารมื้อค่ำ แต่เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนกลับเป็นว่า หล่อนจำใจออกงานสังคมกับเขาอย่างเสียไม่ได้ เจ้าความเฉื่อยชาที่วันหนึ่งจะเกิดขึ้นกับพวกเราทุกคนและอยู่กับเราไปตราบจนวันสุดท้ายของชีวิต ได้กลืนกินครอบงำชีวิตหล่อนเสียแล้ว ความรู้สึกไม่พอใจของเบนจามินก่อตัวเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมื่อสงครามระหว่างสเปนและอเมริการะเบิดขึ้นในปี 1898 บ้านแทบไม่มีมนต์ขลังดึงดูดให้เขาอยู่อีกต่อไปแล้ว เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมในกองทัพ ด้วยอิทธิพลทางธุรกิจ เขาได้รับตำแหน่งร้อยเอก และพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการรบจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพันตรี และท้ายที่สุดก็ได้เป็นนายพันโททันเวลาเข้าร่วมต่อสู้ตะลุมบอนที่ซาน ฮวน ฮิลล์พอดี เขาบาดเจ็บเล็กน้อยและได้รับเหรียญกล้าหาญ เบนจามินรู้สึกผูกพันกับกิจกรรมและความตื่นเต้นของชีวิตทหารจนไม่อยากจะละทิ้งมา ทว่าธุรกิจของเขาต้องการการดูแล ดังนั้นเขาจึงลาออกจากทหารและกลับบ้าน เมื่อมาถึงสถานีก็มีดุริยางค์แตรวงมาคอยต้อนรับ และบรรเลงแห่แหนไปตลอดทางจนถึงบ้านของเขา
8
ฮิลดีการ์ดยืนโบกธงผ้าไหมผืนใหญ่ต้อนรับเขาอยู่หน้าประตูบ้าน และในขณะที่จูบภรรยา หัวใจเขาก็หล่นวูบเมื่อนึกว่า เวลาสามปีได้พรากความเยาว์วัยของหล่อนจนยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก เวลานี้หล่อนอายุสี่สิบ เส้นผมบนศีรษะมีสีเทาอ่อนแทรกอยู่ประปราย ซึ่งเขามองแล้วก็ให้นึกห่อเหี่ยวใจนัก ในห้องนอนเขาเห็นภาพสะท้อนเงาตัวเองในกระจกที่คุ้นเคย เขาก้าวเข้าไปใกล้และสำรวจดูหน้าตนเองด้วยความกังวล หลังจากนั้นก็เปรียบเทียบหน้าตนเองกับรูปในชุดเครื่องแบบนายทหารที่เขาถ่ายเก็บไว้ก่อนไปสงคราม โอ พระผู้เป็นเจ้า เขาพูดเสียงดัง ขบวนการในร่างกายเขายังคงเปลี่ยนแปลงไปไม่หยุด ไม่มีข้อสงสัยอีกแล้ว เวลานี้เขาดูเหมือนชายอายุสามสิบปี และแทนที่จะยินดี เขากลับไม่สบายใจ เขาเยาว์วัยขึ้นทุกปีๆ เขาเคยหวังว่าเมื่อร่างกายมาถึงจุดที่เหมาะสมเท่ากับอายุจริง ปรากฏการณ์ที่เกิดกับเขาตั้งแต่แรกเกิดจะหยุดลงตรงแค่นั้น ร่างเขาสั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น ชะตาชีวิตของเขาน่าสะพรึงกลัวและเหลือเชื่ออะไรเช่นนี้ เมื่อลงมาชั้นล่าง ฮิลดีการ์ดกำลังคอยเขาอยู่ หล่อนมีทีท่าหงุดหงิด และเขาสงสัยว่า หรือในที่สุดหล่อนก็รู้แล้วว่ามีบางสิ่งผิดปกติ ด้วยพยายามจะผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างทั้งคู่ เบนจามินจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นระหว่างรับประทานอาหาร ด้วยวิธีที่เขาพิจารณาว่าละมุนละม่อมดีแล้ว นี่แน่ะคุณ เขาเปรยขึ้นอย่างไม่เคร่งเครียด ทุกคนบอกว่าผมดูหนุ่มกว่าเก่าอีกนะ ฮิลดีการ์ดมองด้วยสายตาดูแคลน หล่อนแค่นเสียงออกมาทางจมูก คุณคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ควรคุยโวงั้นหรือ ผมไม่ได้คุยโว เขายืนยันอย่างอึดอัดใจ หล่อนทำเสียงฮึดฮัดอีกครั้ง พูดออกมาได้ หล่อนพูด นิ่งไปครู่หนึ่งแล้วจึงพูดต่อ ฉันเชื่อว่าคุณคงมีความนับถือตัวเองเพียงพอที่จะหยุดมัน ผมจะหยุดได้ยังไงกัน เขาถาม ฉันจะไม่เถียงกับคุณหรอกค่ะ หล่อนโต้กลับ แต่การจะทำอะไรสักอย่าง ย่อมจะมีทั้งวิธีที่ถูกต้อง และก็มีวิธีที่ผิด ถ้าคุณตัดสินใจว่าจะทำตัวให้แตกต่างจากทุกคนแล้วล่ะก็ ฉันคงไม่สามารถห้ามคุณได้ แต่ฉันคิดว่าการทำแบบนั้นมันออกจะทำร้ายจิตใจคนอื่นมากไปหน่อย แต่ฮิลดีการ์ด ผมห้ามมันไม่ได้นี่ ได้สิคะ เพียงแต่คุณดื้อรั้นเท่านั้น คุณคิดว่าคุณไม่ต้องการเหมือนคนอื่น คุณเป็นเช่นนั้นเสมอ และจะไม่มีวันเปลี่ยน แต่ลองคิดสิคะว่าจะเป็นอย่างไรถ้าทุกคนคิดเหมือนที่คุณคิด โลกเราจะเป็นอย่างไร เบนจามินไม่ตอบคำถามซึ่งไร้สาระและไม่สามารถหาคำตอบได้อันนั้น และจากนั้นเป็นต้นมาช่องว่างระหว่างคนทั้งสองก็เริ่มขยายกว้างขึ้น เขาได้แต่พิศวงว่า หล่อนเคยมีเสน่ห์อะไรหนอที่ทำให้เขาถึงกับหลงใหลได้ ราวกับจะเพิ่มความร้าวฉานให้บาดลึกขึ้น ยิ่งศตวรรษใหม่ใกล้เข้ามา เขาก็พบว่าตัวเองกระหายเรื่องบันเทิงเริงรมย์มากกว่าเดิม ไม่มีงานเลี้ยงชนิดไหนในเมืองบัลติมอร์ที่เขาจะไม่ไปปรากฏตัว เขาเต้นรำกับหญิงที่แต่งงานแล้วผู้สวยที่สุดในงาน พูดคุยกับหญิงสาวออกงานครั้งแรกซึ่งเป็นที่นิยมชอบชอบที่สุด เขาพบว่าหญิงสาวเหล่านี้มีเสน่ห์รัดรึงใจ ขณะที่ภรรยาของเขาเป็นเหมือนหญิงแก่สูงศักดิ์ผู้เป็นลางแห่งความชั่วร้าย นั่งอยู่ท่ามกลางเหล่าหญิงแก่ที่มาคอยควบคุมหญิงสาว บางครั้งแสดงท่าหยิ่งยโสไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ บางครั้งก็มองตามเขาด้วยสายตาถมึงทึง เต็มไปด้วยคำถามและแววตำหนิติเตียน ดูนั่นสิ ผู้คนตั้งข้อสังเกต น่าสงสารจริง ยังหนุ่มอยู่แท้ๆ กลับต้องมาจมปลักกับผู้หญิงอายุสี่สิบห้า เขาต้องอายุอ่อนกว่าเมียร่วมยี่สิบปีแน่นอน คนพวกนั้นพากันลืมไปหมดแล้ว คนเรามักจะลืมเสมอว่า ย้อนหลังไปเมื่อปี 1880 บิดามารดาของตนก็เคยตั้งข้อติเตียนคู่แต่งงานที่ไม่เหมาะสมคู่นี้เช่นกัน ความทุกข์ของเบนจามินที่เพิ่มมากขึ้นเวลาที่อยู่บ้าน ถูกชดเชยด้วยกิจกรรมน่าสนใจใหม่ ๆ หลายอย่าง เขาเล่นกอล์ฟและประสบความสำเร็จน่าประทับใจ เขาเข้าแข่งขันเต้นรำชิงตำแหน่ง ในปี 1906 เป็นผู้เชี่ยวชาญการเต้น เดอะบอสตัน ในปี 1908 เขาได้รับการตัดสินว่าเป็นผู้ชำนาญการเต้น แมกซีน และในปี 1909 ลีลาการเต้น คาสเซิล วอล์ค เป็นที่อิจฉาของบรรดาชายหนุ่มในเมือง แน่นอนว่าเรื่องการเข้าสังคมย่อมส่งผลกระทบกระเทือนไปถึงธุรกิจบ้าง แต่ตอนนั้นเขาได้ทำงานอย่างหนักในกิจการขายส่งเครื่องโลหะมาเป็นเวลายี่สิบห้าปีแล้ว เขารู้สึกว่าในอีกไม่ช้าจะสามารถส่งต่อกิจการให้แก่รอสโค บุตรชายของเขา ผู้ซึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษาจากฮาวาร์ดมาหมาดๆ อันที่จริงแล้วเขาและบุตรชายมักถูกคนจำสลับกันเสมอๆ ซึ่งเบนจามินแสนจะปลาบปลื้ม เขาลืมความกลัวลึกๆ ในใจที่เคยเล่นงานเขาตอนกลับจากสงครามระหว่างสเปน-อเมริกา และเริ่มพออกพอใจกับรูปลักษณ์ของตนอย่างจริงใจ มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำให้เขาหมดความสุข ก็คือเขาเกลียดการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนพร้อมกับภรรยา ฮิลดีการ์ดใกล้จะห้าสิบ และเขารู้สึกน่าหัวร่อทุกครั้งที่มองดูเธอ
9
วันหนึ่งในเดือนกันยายน ปี 1910 สองสามปีหลังจากบริษัทโรเจอร์ บัตทอนและสหายขายส่งเครื่องโลหะ ถูกส่งมอบให้รอสโค บัตทอนผู้บุตรดำเนินงานต่อ ชายหนุ่มซึ่งอายุคงอยู่ในราวยี่สิบปี สมัครเข้าเป็นนักศึกษาใหม่ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดในเมืองเคมบริดจ์ เขาไม่หลวมตัวบอกใครๆ ว่าเขาจะไม่มีทางมีอายุถึงห้าสิบปี และไม่ได้บอกความจริงที่ว่า บุตรชายของเขาได้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันแห่งเดียวกันนี้เมื่อสิบปีก่อน เขาเข้ามหาวิทยาลัยได้ และกลายเป็นดาวเด่นของชั้นปีเกือบจะในทันที ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเขามีอายุมากกว่านักศึกษาใหม่คนอื่นซึ่งมีอายุเฉลี่ยประมาณสิบแปดปี แต่เหตุผลหลักของความสำเร็จของเขาก็คือ ในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลกับเยล เขาเล่นอย่างยอดเยี่ยม พุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้อย่างดุดันไม่ปรานีปราศรัย จนสามารถทำทัชดาวน์ได้ถึงเจ็ดครั้ง และเตะลูกเข้าประตูสิบสี่ครั้ง รวมทั้งทำให้ผู้เล่นทั้งหมดจำนวนสิบเอ็ดคนของเยลหมดสติถูกหามออกจากสนามในคราวนั้น เขากลายเป็นบุคคลที่ได้รับคำยกย่องชมเชยและโด่งดังมากที่สุดในมหาวิทยาลัย ทว่าพูดไปก็น่าแปลก พอขึ้นปีที่สามเขากลับเกือบจะไม่ได้ร่วมทีมฟุตบอล ครูฝึกหลายคนบอกว่าน้ำหนักตัวเขาลดลง และคนที่ช่างสังเกตหน่อยก็จะจับได้ว่าเบนจามินตัวไม่สูงเท่าเมื่อก่อน เขาทำทัชดาวน์ไม่ได้อีกเลย ความจริงแล้วทีมยังเอาตัวเขาไว้ก็ด้วยเหตุผลเดียว ก็คือหวังว่าชื่อเสียงขจรขจายของเขาจะข่มขวัญคู่ต่อสู้และทำให้ทีมเยลระส่ำระสายได้ ในปีสุดท้ายเขาไม่ได้เข้าร่วมทีม ร่างกายเขาดูแบบบางและอ่อนแอลง จนวันหนึ่งนักศึกษาปีสองเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นนักศึกษาใหม่ ซึ่งทำให้เขาขายหน้าอย่างรุนแรง เขากลายเป็นที่รู้จักในฐานะเด็กมหัศจรรย์ กล่าวคือ เป็นนักศึกษาปีสุดท้ายที่มีอายุไม่เกินสิบหกปีแน่ๆ และบ่อยครั้งที่เขาตกใจกับความแก่แดดแก่ลมของของเพื่อนร่วมชั้นบางคน เขารู้สึกว่าการเล่าเรียนยากขึ้น คล้ายว่าบทเรียนนั้นสูงเกินสติปัญญาของเขา เขาได้ยินเพื่อนร่วมชั้นพูดถึงโรงเรียนเตรียมอุดมมีชื่อเสียงชื่อเซนต์ ไมดาส์ ซึ่งเพื่อนหลายคนเคยเรียนที่นั่นก่อนมาเข้ามหาวิทยาลัย และเขาตั้งใจว่าหลังจากสำเร็จการศึกษาจากฮาวาร์ด ก็จะไปศึกษาต่อในเซนต์ ไมดาส์ หากได้ใช้ชีวิตท่างกลางเด็กชายที่ตัวเล็กพอๆ กันในโรงเรียนแห่งนั้นเขาคงจะสุขใจมากกว่า เมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 1914 เขากลับบ้านที่เมืองบัลติมอร์พร้อมกับปริญญาบัตรจากฮาวาร์ดในกระเป๋า เวลานี้ฮิลดีการ์ดไปอาศัยอยู่ที่อิตาลี ดังนั้นเบนจามินจึงไปอยู่กับรอสโค บุตรชาย ถึงแม้เขาจะได้รับการต้อนรับอย่างปกติ แต่เห็นได้ชัดว่ารอสโคนั้นไม่มีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้งต่อเขา และเขาสำเหนียกได้แม้กระทั่งว่า ลูกชายคิดว่าเขาเป็นส่วนเกินในชีวิต เพราะแต่ละวันเบนจามินทำตัวล่องลอยไร้จุดหมายเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วไป รอสโคแต่งงานแล้วและเป็นบุคคลสำคัญของเมืองบัลติมอร์ และเขาไม่ต้องการให้เรื่องอื้อฉาวในครอบครัวเล็ดลอดออกไปถึงคนภายนอก เบนจามินมิได้เป็นบุคคลพึงปรารถนาของเหล่าสาวน้อยที่ออกงานครั้งแรกและกลุ่มเด็กสาวที่เรียนวิทยาลัยอีกต่อไป เขาอยู่คนเดียวเสียเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นบางครั้งเขาอยู่กับกลุ่มเด็กชายจากบ้านใกล้เรือนเคียงสามสี่คนที่มีอายุราวสิบห้าปี ความคิดที่จะเข้าเซนต์ไมดาส์หวนกลับมาอีกครั้ง นี่แน่ะ เขาพูดกับรอสโคในวันหนึ่ง พ่อบอกลูกตั้งหลายครั้งแล้วว่าพ่อต้องการไปโรงเรียนเตรียมอุดม ก็ไปสิครับ รอสโคตอบอย่างตัดบท เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่ารังเกียจและไม่อยากจะพูดถึงมันเลย พ่อไปคนเดียวไม่ได้ เบนจามินพูดอย่างหมดหนทาง ลูกต้องไปสมัครให้พ่อ และพาพ่อไปที่นั่น ผมยังไม่มีเวลานี่ รอสโคตอบเสียงห้วน เขาหรี่ตามองบิดาอย่างไม่สบายใจ พูดกันจริงๆ แล้ว เขาพูดต่อ คุณพ่อไม่ควรทำเรื่องนี้ต่อไป พ่อควรจะหยุดได้สักทีแล้ว พ่อควร
พ่อควร
เขาหยุด ใบหน้าแดงเข้มขณะที่นึกหาคำพูด พ่อควรจะมองย้อนกลับและเริ่มใหม่จากจุดนั้น เรื่องนี้เลยเถิดไปจนมันไม่ตลกแล้ว มันไม่ขำแล้วครับ พ่อควรประพฤติตัวให้ดีกว่านี้ เบนจามินมองบุตรชาย หน้าเบ้จวนเจียนจะร้องไห้ และอีกเรื่องหนึ่ง รอสโคพูดต่อ เวลามีแขกมาบ้าน ผมต้องการให้คุณพ่อเรียกผมว่า คุณลุง ไม่ใช่ รอสโค เรียกว่า คุณลุง พ่อเข้าใจไหมครับ มันดูตลกที่เด็กชายอายุสิบห้าจะเรียกผมด้วยชื่อเฉยๆ พ่อจะเรียกผมว่า คุณลุง ตลอดเวลาก็ได้ จะได้ฝึกไว้ให้ชิน รอสโคตวัดสายตาขุ่นเขียวมองบิดา แล้วหันหลังเดินจากไป
10
เมื่อจบการสนทนานี้ เบนจามินเดินเตร่ขึ้นชั้นบนด้วยหัวใจเหี่ยวแห้ง และจ้องมองดูตัวเองในกระจก เขาไม่ได้โกนหนวดมาสามเดือนแล้ว แต่เขาไม่พบอะไรบนใบหน้าเลย ยกเว้นเพียงขนอ่อน ๆ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องทำอะไรกับมัน เมื่อเขากลับมาจากฮาวาร์ดใหม่ ๆ รอสโคเสนอให้เขาสวมแว่นตาและเอาเคราปลอมทากาวติดไว้ข้างแก้ม ดูเหมือนว่าช่วงเวลาเล่นละครตลกในวัยเด็กกำลังหวนกลับมาใหม่ แต่เคราข้างแก้มติดแล้วคันคะเยอและทำให้เขาอับอาย เขาร้องไห้โฮ รอสโคก็จำต้องยอมตามใจ เบนจามินเปิดหนังสืออ่านเล่นสำหรับเด็กชายเรื่อง ลูกเสือที่บิมินิ เบย์ และเริ่มอ่าน ทว่าเขากลับนึกถึงแต่เรื่องสงคราม สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมกับกองกำลังสัมพันธมิตรในเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเบนจามินต้องการสมัครเข้าเป็นทหาร แต่อนิจจา เกณฑ์ต่ำสุดคืออายุสิบหกปี และเขาดูไม่แก่ขนาดนั้น ส่วนอายุจริงของเขาคือห้าสิบเจ็ดปี ก็ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติเช่นกัน มีเสียงเคาะประตู หัวหน้าคนใช้นำจดหมายที่มีรูปโล่ขนาดใหญ่ของทางราชการปรากฏอยู่ตรงมุมซอง จ่าหน้าซองถึงนายเบนจามิน บัตทอน เบนจามินฉีกซองออกด้วยความตื่นเต้น และอ่านเนื้อความจดหมายอย่างดีอกดีใจ จดหมายนั้นแจ้งว่านายทหารกองหนุนผู้รับใช้ชาติในสงครามสเปน-อเมริกาได้ถูกเรียกกลับเข้าประจำการด้วยยศที่สูงขึ้น ในจดหมายยังแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งนายพลจัตวาแห่งกองทัพสหรัฐอเมริกา และมีคำสั่งให้ไปรายงานตัวทันที เบนจามินลุกพรวดขึ้นยืนตัวสั่นด้วยความกระเหี้ยนกระหือ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการมาตลอด เขาคว้าหมวก และสิบนาทีต่อมาก็เดินเข้าร้านตัดเสื้อผู้ชายบนถนนชาร์ล สตรีท ร้องบอกด้วยน้ำเสียงประหม่าของเด็กผู้ชายให้ช่างตัดเสื้อวัดตัวเขาตัดเครื่องแบบ จะเล่นเป็นทหารรึไงเจ้าหนู เสมียนในร้านแหย่ เบนจามินหน้าแดง นี่แน่ะ ไม่ต้องสนใจว่าฉันต้องการอะไร เขาโต้กลับเสียงเกรี้ยวโกรธ ชื่อของฉันคือบัตทอน ฉันอาศัยอยู่ที่เมาท์เวอร์นอน เพลส คุณคงรู้แล้วว่าฉันมีเงินจ่าย แหม เสมียนในร้านตอบรับอย่างไม่ค่อยแน่ใจ ถึงหนูไม่มี ผมเดาว่าคุณพ่อของหนูก็ต้องมีอยู่แล้วล่ะ เบนจามินให้ช่างทำการวัดตัว หนึ่งอาทิตย์ต่อมาชุดเครื่องแบบนายทหารก็ตัดเย็บเสร็จเรียบร้อย เขาลำบากมากกว่าจะหาเครื่องหมายแถบยศนายพลที่ถูกต้องมาติดได้ เพราะผู้ขายยืนกรานเถียงกับเบนจามินว่าติดป้าย VWCA สักอันก็โก้หนักหนาแล้ว แถมยังเล่นได้สนุกกว่าอีกด้วย คืนวันหนึ่งเขาออกจากบ้านไปโดยไม่ได้บอกอะไรแก่รอสโค เดินทางโดยรถไฟไปยังแคมป์มอสบี้ในมลรัฐเซาธ์คาโรไลนา และที่นั่นเขาจะต้องบังคับบัญชากองพลน้อยทหารราบ ในวันอากาศอบอ้าวเดือนเมษายน เขาไปถึงทางเข้าแคมป์ จ่ายเงินค่าแท็กซี่คันซึ่งเขานั่งมาจากสถานีรถไฟ และหันไปหาทหารยามที่เฝ้าประตูอยู่ เรียกคนมายกกระเป๋าให้ที เขาสั่งเสียงเข้ม ทหารยามมองเขาตาเขียวปัด เฮ้ย เขาพูดขึ้น จะใส่ชุดนายพลไปไหนกันเจ้าหนู เบนจามิน ทหารผ่านศึกสงครามสเปน-อเมริกา หันขวับไปจ้องทหารยามด้วยดวงตาแทบลุกเป็นไฟ แต่
อนิจจา เสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็นเสียงแหลมเล็กของเด็กชาย แถวตรง เขาลองตะโกนสั่งเสียงดัง แล้วหยุดสูดลมหายใจ ทันใดนั้นเขาเห็นทหารยามยืนท่าระวังตรงส้นเท้าชิด และแนบปืนเข้าหาตัว เหยียดแขนตรง เบนจามินซ่อนยิ้มด้วยความสุขใจ แต่ครั้นมองไปรอบ ๆ รอยยิ้มของเขาก็จางหายไป ทหารยามไม่ได้ทำท่าระวังเพราะเขาสั่ง แต่เป็นเพราะนายพันเอกผู้น่าเกรงขามแห่งกองทหารปืนใหญ่เหยาะม้าเข้ามใกล้ต่างหาก ผู้พัน เบนจามินร้องเรียกเสียงแหลมเล็ก ผู้พันเข้ามาใกล้ ดึงบังเหียนม้าและใบหน้าเยือกเย็นมองเขาด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย เจ้าหนู เธอเป็นลูกใครน่ะ เขาถามอย่างเมตตา เดี๋ยวจะบอกให้ว่าผมเป็นลูกใคร เบนจามินโต้กลับด้วยเสียงดุร้าย ลงจากม้า นายพันเอกระเบิดเสียงหัวเราะดังก้อง อยากได้ม้ารึไง ท่านนายพล" ดูนี่ เบนจามินร้องอย่างผิดหวัง อ่านซะ เขายื่นเอกสารคำสั่งมอบหน้าที่ให้ผู้พัน ผู้พันอ่านหนังสือฉบับนั้น ดวงตาแทบถลนออกมานอกเบ้า เธอไปเอามาจากไหน เขาถามเสียงแข็ง พลางสอดเอกสารคำสั่งเข้าในกระเป๋าเสื้อ รัฐบาลส่งมาให้ผม ประเดี๋ยวคุณก็จะรู้เอง เธอมากับฉัน นายพันเอกพูด มองเขาด้วยแววตาพิลึก เราจะไปคุยกันที่กองบัญชาการ มาสิ ผู้พันหันหลังและจูงม้าไปทางกองบัญชาการ เบนจามินทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินตามไป พยายามวางท่าให้สง่างามมากที่สุด ขณะเดียวกันก็สัญญากับตัวเองว่าจะต้องแก้แค้นให้สาสมทีเดียว ทว่าการแก้แค้นเป็นได้แต่ในความคิด ส่วนความจริงก็คือ สองวันต่อมารอสโคบุตรชายของเขาต้องมาจากบัลติมอร์ด้วยความหงุดหงิดเดือดดาลที่ต้องเดินทางกะทันหัน และพาตัวท่านนายพลไร้เครื่องแบบที่ร้องไห้กระจองอแงกลับบ้านไป
11
ในปี 1920 รอสโค บัตทอนได้บุตรชายคนแรก ทว่าระหว่างงานฉลองรื่นเริงนั้น ไม่มีใครสักคนที่คิดว่ามีความ จำเป็น จะต้องกล่าวถึงว่า เด็กชายมอมแมมซึ่งดูท่าทางคงมีอายุประมาณสิบปี ที่เล่นตุ๊กตาทหารตะกั่วและคณะละครสัตว์จำลองตัวจิ๋วอยู่รอบ ๆ บ้านนั้นเป็นคุณปู่ของเด็กทารกเกิดใหม่ ไม่มีใครเกลียดเด็กชายผู้มีใบหน้าสดชื่น ร่าเริง แต่แฝงร่องรอยแห่งความเศร้าไว้นิดๆ คนนี้ แต่สำหรับรอสโค บัตทอนแล้ว การปรากฏตัวของเด็กคนนี้เป็นดั่งเครื่องทรมาน ตามสำนวนภาษาในยุคสมัยของเขา รอสโคไม่คิดว่าเรื่องนี้ มีประสิทธิผล เขารู้สึกว่าการที่บิดาไม่ยอมทำตัวให้เหมือนคนอายุหกสิบ ถ้าว่ากันตามสำนวนติดปากของรอสโค ก็คือการปฏิเสธวิถีความประพฤติเยี่ยง มนุษย์มนา แต่กลับทำตัววิปริตผิดเพี้ยนไม่เหมือนชาวบ้าน เพียงแค่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครึ่งชั่วโมงก็แทบจะทำให้เขาเสียสติแล้ว รอสโคนั้นเห็นด้วยว่า จะมีชีวิตที่เข้มแข็งยืนยง นั้น สมควรดูแลตนเองให้เป็นหนุ่มสาวอยู่เสมอ แต่ครั้นจะรักษาความเป็นหนุ่มเป็นสาวถึงขนาดนี้มันก็
ก็...ไม่มีประสิทธิผลเอาเสียเลย มาถึงตรงนี้รอสโคก็เลิกคิด ห้าปีต่อมา เด็กน้อยบุตรชายของรอสโค ก็โตพอที่จะเล่นเกมเด็ก ๆ กับเบนจามินน้อยภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงคนเดียว รอสโคพาทั้งสองไปโรงเรียนอนุบาลในวันเดียวกัน และเบนจามินพบว่าการเล่นต่อกระดาษสีชิ้นยาว ถักเป็นเสื่อและลูกโซ่ ทำเป็นรูปแบบแปลก ๆ สวยงามนั้น เป็นเกมที่สนุกน่าหลงใหลที่สุดในโลก มีครั้งหนึ่งเขาร้องไห้ เนื่องจากประพฤติตัวไม่ดีและถูกทำโทษให้ยืนที่มุมห้อง แต่โดยรวมแล้วชั่วโมงเรียนนั้นเป็นห้วงเวลาที่เบิกบานสนุกสนาน แสงแดดสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง สักพักหนึ่งคุณครูไบเล่ย์ก็จะลูบผมกระเซิงของเขาอย่างอ่อนโยน หลังจากหนึ่งปีผ่านไป บุตรชายของรอสโคเลื่อนชั้นไปอยู่เกรดหนึ่ง แต่เบนจามินยังคงอยู่ชั้นอนุบาลต่อไป เขามีความสุขมาก บางครั้งเมื่อเด็กคนอื่น ๆ พูดคุยว่าพวกเขาจะทำอะไรเมื่อโตขึ้น รอยหมองคล้ำจะปรากฏวาบขึ้นบนใบหน้าเล็ก ๆ ของเบนจามิน ราวกับว่าสัญชาตญาณเด็กของเขาหยั่งรู้ได้แบบเลือนรางว่า เขาจะไม่มีโอกาสได้ทำสิ่งที่เด็กเหล่านั้นพูดคุยกัน วันเวลาดำเนินไปแบบซ้ำเดิมวันแล้ววันเล่า เบนจามินยังคงเรียนชั้นอนุบาลเป็นปีที่สาม แต่ตอนนี้เขาเด็กเกินกว่าจะเข้าใจได้ว่า กระดาษชิ้นยาวสะท้อนแสงสีสดใสนั้นมีไว้ทำอะไร เขาร้องไห้เพราะเด็กชายคนอื่น ๆ ตัวโตกว่าเขา และเขาหวาดกลัวเด็กพวกนั้น คุณครูมาคุยปลอบเขา ถึงแม้เขาจะพยายามทำความเข้าใจ แต่กลับไม่สามารถเข้าใจอะไรที่ครูพูดได้เลย เขาต้องออกจากโรงเรียนอนุบาล นานา พี่เลี้ยงสวมกระโปรงชุดลายตาหมากรุกลงแป้งแข็ง กลายเป็นจุดศูนย์กลางในโลกใบเล็กของเขา ทั้งสองจะเดินเล่นในสวนสาธารณะในวันอากาศสดใส นานาจะชี้ที่สัตว์ตัวใหญ่สีเทาและพูดว่า ช้าง และเบนจามินจะพูดตามหล่อน และเมื่อนานาถอดชุดเขาออกก่อนเข้านอนคืนนั้น เขาพูดกับหล่อนเสียงดังซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ช้าง ๆ ๆ บางครั้งนานาปล่อยให้เขากระโดดเล่นบนเตียง ซึ่งเป็นเรื่องสนุก เพราะว่าถ้าคุณนั่งให้ลงที่เดิมพอดี เตียงก็จะเด้งให้คุณกระดอนขึ้นยืนใหม่ และถ้าคุณพูดว่า อา ค้างไว้พร้อมกับโดดขึ้นโดดลง เสียงคุณก็จะขาดเป็นช่วง ๆ สนุกมากทีเดียว เขาชอบหยิบไม้เท้าอันใหญ่จากที่แขวนหมวก เดินฟาดตีโต๊ะเก้าอี้ไปทั่วบ้าน พูดว่า สู้ ๆ ๆ หากในห้องมีแขกอยู่ บรรดาสุภาพสตรีชราจะดุใส่เขาเหมือนเสียงแม่ไก่ร้องเรียกลูก ซึ่งเขาจะหันไปดู ส่วนสุภาพสตรีสาวจะพยายามหอมแก้มเขา เขาก็จะยอมให้หอมอย่างเบื่อ ๆ และเมื่อวันยาวนานนั้นหมดไปตอนห้าโมงเย็น เขาจะขึ้นชั้นบนกับนานา และนานาจะป้อนข้าวโอ๊ตกับกับอาหารบดเละๆ แสนอร่อยให้เขา เขาจะหลับปุ๋ยโดยไม่มีความทรงจำที่น่าเศร้าผุดขึ้นมารบกวน ไม่มีสิ่งใดเตือนใจให้เขานึกถึงวันวารแห่งความกล้าหาญที่มหาวิทยาลัย เดือนปีอันรุ่งโรจน์ที่เขาทำให้หัวใจของหญิงสาวหลายคนวูบวาบไม่เป็นส่ำด้วยความตื่นเต้น มีเพียงข้างเปลสีขาวที่โอบรอบตัวเขาให้ปลอดภัย กับนานา และชายคนหนึ่งซึ่งมาดูเขาเป็นบางครั้ง และลูกบอลโตสีส้มที่นานาชี้ให้เขาดูก่อนเข้านอนตอนเย็น โดยเรียกลูกบอลนั้นว่า ดวงอาทิตย์ ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ลับหาย เขาก็หลับตาลงด้วยความง่วง ไม่มีความฝัน... ความฝันที่จะมาหลอกหลอนเขา เรื่องราวในอดีต ศัตรูบุกโจมตีตัดหัวทหารใต้บังคับบัญชาของเขาอย่างป่าเถื่อนที่ซาน ฮวน ฮิลล์ ช่วงปีแรกๆ ของการแต่งงานที่เขาทำงานจนถึงมืดค่ำกลางฤดูร้อนในเมืองอันวุ่นวายเพื่อฮิลดีการ์ดสาวน้อยที่เขาหลงรัก ย้อนไปก่อนหน้านั้นเขานั่งสูบซิการ์ในแสงสลัวยามดึกกับคุณปู่ที่บ้านบัตทอนหลังเก่าบนถนนมอนโร สตรีท เรื่องเหล่านี้เลือนหายไปจากจิตใจเขาเหมือนดั่งความฝันที่จับต้องไม่ได้ ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นเลย เขาจำไม่ได้ เขาจำไม่ค่อยได้ว่านมที่ดื่มครั้งสุดท้ายอุ่นหรือเย็น หรือว่าวันนั้นผ่านไปอย่างไรบ้าง มีแต่เปลของเขากับนานาที่อยู่ข้างตัวจนเขาคุ้นเคย นอกจากนั้นเขาจำอะไรไม่ได้อีกเลย เมื่อเขาหิว เขาจะร้องไห้ ก็เท่านั้นเอง ตลอดกลางวันและกลางคืนเขาเอาแต่นอนหายใจ เหนือร่างเขามีเสียงพูดอู้อี้และเสียงพึมพำอ่อนโยนซึ่งเขาแทบจะไม่ได้ยิน เขารับรู้ความแตกต่างของกลิ่น แสง และความมืดได้อย่างเลือนรางเต็มที หลังจากนั้นทุกอย่างก็มืดมิด เปลสีขาว และใบหน้าเลือนรางที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่เหนือเขา และกลิ่นนมหอมหวาน ๆ อบอุ่น จางหายไปพร้อมกันจากสำนึกของเขา
ชปาทิพย์ แปล
|